ต้นตะกู,ตะกู,ไม้ตะกู,รูปต้นตะกู,รับซื้อไม้ตะกู
ต้นตะกู - ประวัติข้อมูลต้นตะกู PDF Print E-mail
Written by TaguThai.Com ตะกูไทยดอทคอม   
Sunday, 13 January 2008 01:23

 

ต้นตะกู



ชื่อวิทยาศาสตร์ : Anthocephalus chinensis (Lamk.) A. Rich. ex Walp.

ชื่อวงศ์ : RUBIACEAE

ลักษณะของไม้ตะกู :

เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ สูง 15-30 เมตร
เรือนยอดเป็นพุ่มกลม กิ่งเกือบตั้งฉากกับลำต้น
เปลือกแตกเป็นร่องละเอียดตามยาว สีออกเทาปนน้ำตาล

ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามเป็นคู่ รูปไข่ กว้าง 7.5-17.5 ซม. ยาว 20 ซม.
หูใบเป็นรูปสามเหลี่ยม แผ่นใบด้านบนมีขนสาก ๆ และมีสีเข้ม
ส่วนท้องใบจะมีขนสั้น ๆ แทบมองไม่เห็นแต่สัมผัสนุ่มมืออยู่ด้านล่าง
เนื้อใบค่อนข้างหนา ปลายใบมนหรือเป็นติ่งแหลม โคนใบป้าน
เส้นแขนงใบมี 7-14 คู่ เห็นชัดทั้งสองด้าน และใบจะหลุดร่วงไปเองเมื่อแก่

ดอกตะกูมีขนาดเล็กติดกันแน่นอยู่บนช่อดอกแบบ Head สีขาวปนเหลืองหรือสีส้ม
มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อกระจุกแน่น ลักษณะกลมเดี่ยว ไม่เกิน 2 ช่อ อยู่ตามปลายกิ่ง
ขนาด 4-5 ซม. ดอกเล็กอัดกันแน่น กลีบรองดอกเป็นหลอดสั้น กลีบดอก 5 กลีบ สีขาวเชื่อมกันเป็นหลอดยาว
ปลายกลีบหยักมนและแผ่ออกเล็กน้อย ตะกูเป็นไม้ที่ออกดอกเมื่ออายุยังน้อย พบว่าเริ่มออกดอกเมื่อมีอายุประมาณ 4 ปี สำหรับต้นที่โตเต็มที่แล้วจะออกดอกในช่วงระหว่างเดือน มิถุนายน-กันยายน หลังจากนั้นผลจะแก่ในช่วงเดือน กันยายน-ตุลาคม

ผลตะกู เป็นผลรวมอุ้มน้ำ เกิดจาก วงกลีบรองดอกของแต่ละดอกเชื่อมติดกัน
โดยเรียงกันแน่นเป็นก้อนกลมอยู่บนช่อดอก เรียกผลแบบนี้ว่า Fruiting Head
มีขนาดความโตวัดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5-6 ซม

ไม้ตะกูอยู่ในวงศ์ Rubiaceae ไม้ตะกูเป็นไม้เบิกนำที่เจริญเติบโตได้เร็วมากชนิดหนึ่ง ขึ้นเป็นกลุ่มเป็นก้อน ในพื้นที่ป่าที่ถูกแผ้วถางแล้วปล่อยทิ้งไว้เป็นไร่ร้าง เป็นไม้ที่มีวัยตัดฟันสั้น สามารถขึ้นได้ในสิ่งแวดล้อมหลายสภาพ ความสามารถในการแตกหน่อสูง หลังจากตัดต้นทิ้งสามารถแตกหน่อขึ้นจากตอได้ถึง 1-4 หน่อ มีปัญหาเกี่ยวกับโรคและแมลงทำลายน้อย
เนื้อไม้สามารถนำไปใช้เป็นไม้แปรรูปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมทำเยื่อและกระดาษ ไม้บาง ไม้อัด ไฟเบอร์บอร์ด พาร์ติเคิลบอร์ด เฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ เก้าอี้ ไม้แบบ ไม้กระดาน ไม้หน้าสาม งานฝีมือ รูปแกะสลัก และใช้ในโรงงานทำไม้ขีดไฟได้ดี

 

การกระจายพันธุ์และนิเวศวิทยา :

ไม้ตะกูพบในประเทศอินเดีย เนปาล ไทย พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย บังคลาเทศ ศรีลังกา จีน ภูมิภาคอินโดจีน ฟิลิปปินส์ ปาปัวนิวกินี ฯลฯ ไม้ชนิดนี้เชื่อว่าเป็นไม้ที่มีขอบเขตการกระจายพันธุ์กว้างชนิดหนึ่ง โดยกระจายพันธุ์จากเนปาลและอัสสัมมาทางทิศตะวันออกจนถึงแถบอินโดจีน และกระจายพันธุ์ลงไปทางใต้แถบมาเลเซีย อินโดนีเซีย จนกระทั่งถึงหมู่เกาะนิวกินี สามารถขึ้นได้ตั้งแต่ที่ราบริมทะเลไปจนถึงระดับความสูง 1,500 เมตร ปริมาณน้ำฝนรายปี 1,000-5,000 มิลลิเมตร
ในประเทศไทยตะกูมีการกระจายพันธุ์แทบทุกภาคของประเทศ โดยพบที่ เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ตาก แพร่ กำแพงเพชร อุทัยธานี เลย เพชรบูรณ์ นครราชสีมา ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง ชลบุรี ตรัง สตูล และภูเก็ต โดยมักพบขึ้นเป็นกลุ่มล้วน ๆ ในป่าดั้งเดิมที่ถูกแผ้วถางแล้วปล่อยทิ้งร้างไว้ หรือสองข้างทางรถยนต์ที่ตัดผ่านป่าที่ค่อนข้างชุ่มชื้น เช่นป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง เป็นต้น

ประโยชน์ของต้นตะกู :

ตะกูมีเนื้อไม้ละเอียด สีเหลืองหรือขาว ใช้ทำพื้นและฝาที่ใช้งานในร่ม รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ และงานประดิษฐ์ที่ทรงคุณค่ามากมาย เนื่องจากไม้ตะกูถือเป็นไม้มงคลชนิดหนึ่ง จึงถูกนำมาแกะสลักเป็นรูปเคารพต่าง ๆ มากมาย และเป็นที่นิยมในหลายประเทศทั่วโลก
นิยมปลูกเป็นสวนป่าเพื่อการใช้สอย และปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ หรือไม้เศรษฐกิจ ในประเทศทางแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์

สาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งที่ตะกูถูกจัดเป็นไม้มงคล เพราะในอินเดียเชื่อกันว่า เป็นต้นไม้ที่โปรดปรานของพระกฤษณะ และชาวอินเดียนิยมนำดอกตะกู ไปใช้ในการบูชาเทพเจ้า และยังนิยมนำดอกตะกูไปสกัดเพื่อเป็นส่วนประกอบของหัวน้ำหอม ในประเทศไทยการพบเห็นโดยทั่วไป มักจะพบเป็นกลุ่มอยู่ในป่า สำหรับในบ้านคนหรือตามข้างทางทั่วๆ ไปมักจะพบขึ้นเป็นคู่เสมอ โดยจะมีระยะห่างกันเฉลี่ยประมาณ 1-3 เมตร

การใช้ประโยชน์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของไม้ตะกู ได้แก่ ใช้ในการทำเยื่อและกระดาษ ที่ประเทศฟิลิปปินส์พบว่าไม้ตะกู อายุ 3 ปี ก็สามารถนำเยื่อไปทำกระดาษเขียนหนังสือและกระดาษหนังสือออฟเสทที่มีคุณภาพดี และยังพบว่าไม้ตะกูเป็นเยื่อชั้นดีที่ให้ความเหนียวของกระดาษสูง
นอกจากนี้ตะกูยังมีคุณสมบัติดีเด่นในแง่ที่สามารถตัดให้แตกหน่อได้ดี จึงเป็นความหวังในอนาคตที่จะปลูกสร้างสวนป่าไม้ตะกูเพื่อเป็นแหล่งผลิตไม้แผ่นขนาดเล็ก ไม้ท่อน และทำเยื่อกระดาษ โดยใช้รอบตัดฟันเพียง 5-10 ปี และจากเอกสารไม้อัดไทยบางนาได้แนะนำว่า ไม้ตะกูเป็นความหวังใหม่ในอนาคตสามารถปลูกเป็นสวนป่าเอกชน เพื่อจำหน่ายในรูปไม้ซุง
ไม้ตะกูนับว่าเป็นไม้เศรษฐกิจยุคใหม่เพื่อตัด และแปรรูป ป้อนให้กับอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์
ที่มีอนาคตสดใสมากที่สุดชนิดหนึ่ง

ชื่ออื่น ๆ ของต้นตะกู :

กระทุ่ม (มีที่มาจากคำว่า กทัมพ ในภาษาบาลี)

กรุงเทพฯ เรียก : กระทุ่ม , กระทุ่มบก
ภาคเหนือเรียก : ตุ้มหลวง , ตุ้มก้านซ้วง , ตุ้มก้านยาว
กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอนเรียก : ปะแด๊ะ เปอแด๊ะ สะพรั่ง
ขอนแก่น : ตุ้มพราย , ทุ่มพราย
สุโขทัย จันทบุรี นครศรีธรรมราช : ตะกู
ภาคตะวันออกเรียก : แคแสง , ตะโกส้ม , ตะโกใหญ่
ภาคใต้เรียก : ตุ้มขี้หมู , โกหว่า , กลองประหยัน
ในเมืองไทยพบได้หลายหลายสายพันธุ์ ชื่อที่เห็นเรียกกันหลากหลายในประเทศไทยนั้น
เพียงแต่เป็นไม้ที่อยู่ในวงเดียวกัน คือกระทุ่ม แต่ก็มีความแตกต่างกันในเรื่องของสายพันธุ์ออกไป แต่ละสายพันธุ์ จะมีลักษณะดอก และใบ ที่แตกต่างกันไปเล็กน้อย
และมีทั้งสายพันธุ์ที่โตเร็วโตช้าแตกต่างกัน
บางสายพันธุ์ก็เติบโตได้แต่เฉพาะในที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์เท่านั้น แต่บางสายพันธุ์ก็สามารถ
เติบโตได้ทั้งที่ใกล้น้ำและที่แล้ง การลงทุนปลูกต้องเลือกสายพันธุ์ที่เติบโตเร็ว
และจะให้ดีควรเลือกสายพันธุ์ที่เติบโตได้ในทุกสภาพพื้นที่ เช่นตะกู ก้านแดง
ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ทางเราแนะนำ เนื่องจากมีการวิจัยและคัดเลือกสายพันธุ์มาแล้ว
ต้นกล้าที่ได้จะเป็นต้นพันธุ์คุณภาพเพื่อให้ได้มาซึ่งไม้ที่คุ้มค้าสร้างผลกำไรที่แน่นอนต่อผู้ปลูก

 

เนื้อหาอ้างอิงข้อมูลจาก

- เอกสารไม้ต้นในสวน Tree in the Garden

- เอกสารวิชาการจากกรมป่าไม้

- (2547). กระทุ่ม. หนังสืออนุกรมวิธานพืช อักษร ก. พิมพ์ครั้งที่ 2 ราชบัณฑิตยสถาน กรุงเทพฯ หน้า 83-84.

- สังข์ พัธโนทัย. (2515). ปทานุกรม พรรณไม้ในตำนานเมือง พิมพ์เป็นอภินันทนาการในงานฌาปณนกิจศพนางวรรณา ปาลิกะภัฎ วันที่ 10 พฤษภาคม 2515 ศูนย์การพิมพ์ พระนคร หน้า 5.

- Puff, C., K. Chayamarit & V. Chamchumroon. (2005). Rubiaceae of Thailand. The Forest Herbarium. Bangkok.

- Bholachai, P. and I.L. Domingo. 1976. Density of sowing Anthocephalus chinensis Rich. ex Walp. Seeds. Pterocarous 1 : 68 – 70.

- Manzo, P.M., R.C. Eala and A.P. Bati. 1971. Kaatoan bangkal for veneer and plywood manufacture. Phil. Lumberman 17 : 30 – 32.

- Whitmore, T.C. 1975. Tropical rain forests of the far east. Oxford : Clarendon Press.

Last Updated ( Monday, 28 January 2008 02:22 )
 
2-7-02.jpg

สถิติการเรียกชมเนื้อหาในเว็บ

Content View Hits : 80827
Copyright 2008 www.taguthai.com